FAIL (the browser should render some flash content, not this).
       ความเป็นมาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ


ในพระพุทธศาสนา
มีข้อมูลปรากฏว่าภายหลังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ทรงตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ว่า ยังพอมีผู้ที่จะสามารถเข้าใจ ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้ได้หรือไม่ งานประกาศสัจจธรรมจึงได้เกิดขึ้นพระองค์จึงเป็นพระธรรมทูตองค์แรก ได้เริ่มเผยแผ่คำสอนแก่ปัจจวัคคีย์เป็นพวกแรก ยังผลให้เกิดพระอรหันต์องค์แรกขึ้น ในโลก ทำให้พระพุทธศาสนาครบรัตนตรัย กาลต่อมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศสัจธรรม ไปในที่ต่างๆ จนมีผูบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในยุคต้นๆนี้ 60 องค์

ลำดับต่อมา งานเผยแผ่พระสัทธรรมโดยพระอรหันตสาวกจึงเริ่มมีขึ้น เนื้อความดังกล่าวนี้พระพุทธเจ้า ได้ตรัสถึงเป้าหมายในครั้งที่ส่งพระสาวก ไปประกาศ พระศาสนาว่า “ จรถ ภิกเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมปายอตถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสสานํ ……. ภิกษุทั้งทั้งหลาย เธอทั้ง หลาย จงเที่ยวไปตามชนบท เพื่อประโยชน์ ์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก แต่อย่าไปทางเดียวกัน 2 องค์ จงแสดงธรรมที่มีความงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะอันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสบัง ปัญญา ดุจธุลีในจักษุน้อยอยู่ เพราะโทษที่มิได้ฟังธรรม จึงเสื่อมจากคุณธรรมที่พึงถึงมีอยู่ แม้เราเองจะไปยังอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเนื้อหาดังกล่าว ถือว่าเป็นหลักการหรือหัวใจสำคัญของพระธรรมทูตในการทำงานเผยแผ่และเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ที่สื่อถึงเป้าหมายในการประกาศพระศรัทธรรมของพระพุทธศาสนาด้วยงานของพระธรรมทูตนั้น มิใช่งานที่จะไปเปลี่ยนศาสนาของใคร เป็นแต่มีจุดประสงค์อย่างเหนียวแน่นที่ต้องการแบ่งปัน ความสุขให้แก่มนุษย์เพื่อนร่วมโลกด้วยพุทธจริยาของพระพุทธองค์ และพระอรหันตสาวกที่ท่องเที่ยวจาริกไปในถิ่นต่างๆ ก็เพื่อเป้าหมายดังกล่าวข้างต้นนี้

ทั้งนี้เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในพระหฤทัยที่เปี่ยมล้นดังที่ได้ตรัสว่า“โลกานุกมฺปาย” แสดงให้เห็นว่างานเผยแผ่นั้น ไม่ได้ไปทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน หากแต่มุ่งหวังเพื่อประโยชน์ เพื่อสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติ หลังจากยุคพุทธกาลงานพระธรรมทูต ที่ถือว่าเจริญรุ่งเรืองทีสุด คือ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะเมื่อราวปีพ.ศ 2536 ได้มีการ สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 ขึ้น ที่เมืองปาฏลีบุตรมีพระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์ มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานสงฆ์การสังคายนาเสร็จสิ้นได้จัดส่งพระธรรมทูตถึง 9 สาย ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนต่างๆ ทั้งในขอบเขตประเทศอินเดียและในต่างประเทศ สมณทูตเหล่านั้นมีสาย หนึ่งที่มีพระมหินทเถรเจ้า และพระสังฆมิตตาเถรี พระราชโอรสและพระธิดา ของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย โดยได้นำเอาพระไตรปิฎกและอรรถกา คัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนาออกไปด้วยในสายนี้มุ่งไปยังชาวสิงหล ได้แก่ประเทศลังกาในปัจจุบันอีกสายหนึ่งด้วยการนำ ของพระโสณะ และพระอตตระได้นำเอาพระพุทธศาสนาเถราวาทมาเผยแผ่ยังสุวรรณภูมิ ตามหลักฐาน กล่าวว่า สุวรรณภูมิ ได้แก่ นครปฐมไปจรดนครศรีธรรมราช และในสมัยของพระเจ้ารามคำแหงมหาราช พ.ศ1800เศษพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอย ู่นครศรีธรรมราชพระเจ้ารามคำแหงมหาราชจึงได้อาราธนาพระสงฆ์นิกายเถรวาทขึ้นไปยังกรุงสุโขทัย และต่อมาก็เป็นที่เลื่อมใส่ของเจ้านาย ชั้นสูงและประชาชนทุกระดับชั้นนับถือพระพุทธศาสนากันมาก ในประเทศไทย จึงอาจกล่าวได้ว่าเราผู้เป็น ลูกหลาน เหลนของ บรรพชน สุวรรณภูม ก็ได้รับอานิสงค์แห่งการเผยแผ่ธรรม ในคราวนั้นด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น พระสมณทูตทั้งหลายเหล่านั้น ก็ไม่ได้นำเอาเฉพาเพียงคำสั่งสอนไปเพียงอย่างเดียว ยังได้นำเอาอารยธรรม ศิลปกรรมสถาปัตยกรรมเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย มีวัดและพระสงฆ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน หลักคำสอน ของพระพุทธศาสนาได้ซึมซับเข้าสู่จิตใจ จนกลายเป็นวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งก่อให้เกิดวัฒนธรรมขนบธรรมเนียบประเพณีอันดีงาม วิถีชีวิตของคนไทย จึงดำรงอยู่กับวิถีพุทธสืบทอดมาเป็นเวลายาวนาน ขณะที่ประเทศสยามพระพุทธศาสนารุ่งเรือง และแผขยายไปอย่างกว้างขวาง

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2050 ประเทศลังกานั้นอยู่ในช่วงที่วุ่นวาย เพราะชาวโปรตุเกส เจ้ามาค้าขายและถือโอกาสรุกราน ชาวสิงหลจนยึดดินแดนบางส่วนไว้ครอบครอง พยายามบีบบังคับประชาชน ให้นับถือศาสนาคริสตร์ นิกายคาทอลิก คราวหนึ่งถึงกับยึดอำนายกษัตริย์ได้ ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงมาก เพราะถูกกดขี่ จากชาว โปรตุเกส และฮอลันดา ประชาชนไม่น้อยก็เปลี่ยนไปเข้ารีดกับศาสนาคริสต์ชาวพุทธในใจกลางเกาะมัวแต่ับราฆ่าฟันพระพุทธศาสนา
จึงขาดความอุปถัมภ์และยังเกิดวิกฤตข้าวยากหมากแพงอย่างรุ่นแรงจนพระภิกษุสงฆ์ต้องทิ้งที่วัดวาอารามจนไม่มีพระภิกษุสงฆ์ เหลืออยู่เลยคงเหลือสามเณรอยู่บ้างในปี พ.ศ. 2293 สามเณรผู้ใหญ่ชื่อว่า สรณังกรได้ทูลขอให้พระเจ้ากิตติราชสิงหะกษัตริย์ลังกาในสมัยนั้น ให้ส่งทูตมาขอนิมนต์ พระสงฆ์จากเมืองไทย ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป ในสมัยนั้น ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา พระบรมโกศ จึงได้ส่งพระสมณทูตของไทยจำนวน 10 รูป ไปยังประเทศลังกา โดยมีพระอุบาลีเป็นหัวหน้าคณะ เพื่อให้การบรรพชาอุปสมบท แก่กุลบุตรกุลธิดา ชาวลังกา และสามเณรสรณังกรซึ่งได้รับการอุปสมบทในครั้งนี้ ก็ได้รับการสถาปนาจากษัตริย์ลังกาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงเกิดคณะสงฆ์ ์นิยาม สยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์ ขึ้นในประเทศลังกา ซึ่งพระสมณทูตที่เดินทางไปคราวนั้น ได้ทำการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา มีกุลธิดา เลื่อมใส ศรัทธาเข้า บรรพชาอุปสมบทเป็นจำนวนมากทำให้พระพุทธศาสนากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และในการต่อมาพระอุบาล ีเถระหัวหน้าพระ สมณทูตเกิดอาพาธ และได้มรณภาพลงที่ประเทศลังกานั้นเอง จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในประวัติศาสตร์ประเทศไทย กับประเทศลังกา มีความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพุทธศาสนาวิถีชีวิตของคนในสังคมส่วนใหญ่แล้วก็ได้รับอิทธิพล จากพระพุท ธศาสนา แทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้เรายังพบว่าพระธรรมทูตชุดแรก ที่ได้เดินทางออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดน ก็คือพระธรรมทูตชุด ที่มีพระ อุบาลีเถระ ที่เดินทางไปยังประเทศลังกาตามคำนิมนต์ของพระเจ้ากิตติราชสิงหะนั้นเอง ซึ่งพระธรรมทูตคณะนี้ ได้ปฏิบัติศาสนกิจ อยู่ที่ประเทศ ลังกาเป็นเวลา 3 ปี ทำการอุปสมบทพระภิกษุได้ 700 รูป และบรรบชาสามเณรได้กว่า 3,000 รูป ถือเป็นการประกาศหลักคำสอนในทาง พระศาสนา ที่ได้ประสิทธิผล เป็นที่น่าภูมิใจของคณะสงฆ์โดยเป็นอย่างยิ่ง

ในประเด็นเรื่องการส่ง พระธรรมทูตไปประกาศศาสนายังต่างแดนนั้น ถ้าหากมองใกล้เข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์
จากการสืบค้นถึงแนวความคิดริเริ่มในการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย ไปยังต่างประเทศนั้น ตามหลัก ฐาน ที่ปรากฏในทางราชการว่าได้มีขึ้นประมาณ ปี พ.ศ. 2497 เป็นช่วงที่รัฐบาลไทยจัดเตรียมงานฉลองสมโภชปี 25 ศตวรรษ โดยมีแนวคิด ว่าควร เลือก ประเทศทีสมควรจะจัดตั้งวัดพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นพุทธบูชาขึ้นในงานดังกล่าวด้วย เช่นประเทศพม่า อินเดีย ญี่ปุ่น สหพันธ์มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบไทย เพื่อให้พระภิกษุสามเณร ผู้เดินทางไปศึกษาในประเทศนั้น ๆ มีที่จำพรรษาและเพื่อเป็นพุทธบูชาในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 25 ศตวรรษ แห่งพระพุทธศาสนา

คณะพระธรรมทูตไทย ที่สมเด็จพระสังฆราชกิตติโสภณมหาเถระ และคณะสังฆมนตรี ได้พิจารณาคัดเลือกไปปฏิบัติศาสนกิจ ที่วัดไทยพุทธคยาชุดแรก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 มี 5 รูป คือ พระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ปุณฺณโก ป.ธ. 9 ) วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นหน้าคณะ ปฏิบัติหน้าที่พยายามเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทแบบไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงาม ทำการสงเคราะห์ ์ผู้มีจิตศรัทธา ให้ได้เป็นพุทธมามกะ จนให้บรรพชาและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ชาวอินเดีย ด้วยกัน ให้การส่งเสริมการวัดพระพุทธศาสนาขึ้นตามเมืองใหญ่ๆและทำสืบเนื่องมานับแต่นั้น

ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปจากประเทศไทยนั้น ได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปีพุทธศักราช 2513 ได้มีกลุ่มพุทธศาสนิกชนไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมแรงร่วมใจกันก่อตั้งและจดทะเลียนพุทธสมาคมไทย-อเมริกา ขึ้นที่นครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย และคนไทยคือนาง เสาวภ บุตรานนท์ ที่มีความศรัทธาและมีความเสียสละได้มอบบ้านให้เป็นสำนักสงฆ์ชั่วคราว และเป็น สถานที่ เริ่มแรก เพื่อทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชุมชนไทยที่นั้น

ในเทศกาลเข้าพรรษาของปี พ.ศ. 2513 นั้นเองก็ได้นิมนต์พระสงฆ์ไทยจำนวน 3 รูป คือ พระราชโมลี (พระเทพโสภณ) วัดพระเชตุพน พระครูวชิรธรรมโสภณ (พระวชิรธรรมโสภณ) วัดวชิรธรรมสาธิต และพระมหาสิงห์หน วัดพระเชตุพน เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจทีนั้น ต่อมา ชาวพุทธ ที่เลื่อมใสมีจิตศรัทะาคือ นาย พูนศักดิ์ ซอโสตถิกุล ได้ซื้อที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งานและได้ทำพิธ ีมอบถวายโฉนดที่ดิน เพื่อให้สร้าง วัดแก่คณะสงฆ์ ผ่านสมเด็จพระวันรัตผ(ปุณฺณสิริมหาเถร) โดยมีหม่อมเจ้ายุริษเฐียร สวัสดิ์วัฒน์และคนไทยจำนวนมากร่วมเป็นสักขีพยาน ได้วางศิลาฤกษ์ สร้างวัดไทยลอสแองเจลิส เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2515 เป็นวัดพระพุทธศาสนาฝ่าย เถรวาทแบบไทยแห่งแรกในประเทศ สหรัฐอเมริกา ประกาศไทยมีพระพุทธศาสนาประจำชาติ และมีพระสงฆ์เป็นผู้ นำทางจิตวิญญาณทำงานเผยแผ่หลักคำสอน ของพระพุทธศาสนา ให้กว้างขวางออกไปสู่นานาอารยประเทศมากยิ่งขึ้น ในเบื้องต้นการทำงานเผยแผ่ก็ต่างฝ่ายต่างทำตามกำลังความสามารถของตน ไม่ได้รวมตัวกัน ทำงาน ทำให้งานประกาศพระศาสนาไม่มีปประสิทธภาพ

คณะสงฆ์ไทยจึงได้ริเริ่มอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๑๑ แต่ได้เว้นช่วงไปด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง แต่ว่าความต้องการพระธรรมทูต ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ยังมีอยู่เนือง ๆ โครงการอบรมจึงกลับมาเป็นรูปเป็น ร่างขึ้นอีกครั้งในปีพ.ศ. ๒๕๓๘ จนถึงปัจจุบันปีพ.ศ. ๒๕๕๐ อบรมไปแล้ว ๑๓ รุ่น โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และได้มอบให้กองวิเทศสัมพันธ์ ฝ่ายกิจการต่างประเทศรับผิดชอบโครงการจัดอบรมโดยตรงทั้งนี้เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ อุดมการณ์ การประพฤติปฏิบัติจริยาวัตรอันงดงาม และความเข้าใจพื้นฐานตต่อประเทศนั้น ๆ ให้กับพระธรรมทูตไทย

ภาคสาธารณูปการ เพื่อฝึกฝนพัฒนาฝีมือด้านการช่าง ฝึกความเสียสละ ความอดทน ความสมัครสมานสามัคคีของหมู่คณะ

ภาคจิตตภาวนา เป็นการฝึกฝนประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เพื่อให้มีควารู้ความเข้าใจด้วยการปฏิบัติจริง ปฏิยบัติตรง ปฏิบัติสมควร พร้อมที่จะถ่ายทอด ให้กับผู้สนใจทางการ ปฏิบัติสมาธิภาวนาโดยเฉพาะ อย่างยิ่งชาวต่างประเทศที่ให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันใน ๒ ภาคนี้ได้ทำการฝึกฝนอบรมพัฒนากันอยู่ที่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมปป์สน อ. เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์ ใช้เวลาอบรม ๕๐ วัน โดยมีมูลนิธิพร รัตนสุวรรณ เป็นเจ้าภาพหลักในการอุปถัมภ์

ภาควิชาการ เป็นการพัฒนาความรู้วิชาการด้านต่าง ๆ ที่สมสมัย ใช้งานได้เพื่อให้เกิดประโยชน์ และเกื้อกูลต่อการเผย แผ่พระพุทธศาสนาให้มากที่สุด ส่วนนี้จัดอบรมอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ. พระนครศรีอยุธยา ทั้ง๓ภาคส่วนใช้ระยะเวลาอบรมร่วม๓เดือน ซึ่งกระบวนการในการอบรมก็เป็นไปอย่างเข้มข้น ภายใต้กรอบและกฏระเบียบที่ทางโครงการได้กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด

หากนับแต่ยุคเริ่มต้นที่พระพุทธศาสนาไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบันก็ร่วม ๓๕ ปี วัดและภิกษุสงฆ์ก็ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีวัดในสังกัดสมัชชาสงฆ์ไทย เฉพาะฝ่ายมหานิกายก็มากกว่า ๗๐ วัด พระสงฆ์ที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ประมาณ ๔๐๐ รูป

โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ได้มีเจตนาอย่างแน่วแน่ในการจัดฝึกอบรมพระสงฆ์ให้มีคุณภาพครบทุกด้าน เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังประเทศต่างๆ ให้เพียงพอกับความต้องการของพุทธศาสนิกชนและมีเอกภาพเป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน พระธรรมทูตจึงเปรียบเหมือนตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวแทนของประเทศไทย ที่ต้องนำเอาความดีงาม ความร่มเย็นแบ่งปันไปสู่ชาวโลก

งานของพระธรรมทูตเปป็นงานที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี จึงต้องฝึกฝนอบรมกันอย่างหนัก และเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวแทน ของมหาเถรสมาคม มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างศรัทธารักษาศรัทธาเจริญศรัทธาใส่ใจในการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนจนเกิดผล พร้อมนำคำสอนนั้นออกเผยแผ่สู่ชาวโลกเพื่อนร่วมทุกข์ ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ เมื่อถึงคราวที่ ี่พระพุทธศาสนามีภัยเกิดขึ้น ก็ต้องมีความองอาจกล้าหาญในการที่จะปกป้องรักษาความดีงามเอาไว้ มีดวงจิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา พร้อม เสีย สละสรรพสิ่งทั้งมวลได้ยึดถือคติที่ว่า
“ เสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ สละอวัยวะได้เมื่อถึงคราวที่ต้องรักษาชีวิต และเสียสละแม้กระทั้งชีวิตของตนได้เพื่อรักษาธรรมะ ”

ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของพหูชนและความพัฒนาสถาพรของพระพุทธศาสนาดำรงรักษาเอาไว้ เป็นมรดกอันล้ำค่าให้แก่ลูกหลาน สืบไป.